เทคนิคการเลือกฟิล์มกันรอยมือถือ
การเลือกฟิล์มกันรอยมือถือให้ตรงการใช้งาน เชื่อว่าหลายคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือต้องติดฟิล์มกันรอยแน่นอนเพราะอย่างน้อยช่วยให้อุ่นใจเวลาทำหล่น หรือ ทำตกลงพื้น เพื่อป้องกันการแตกร้าว อีกทั้งยังช่วยถนอมหน้าจอไม่ให้มีรอยขีดข่วนต่าง ๆ ได้
วันนี้ Klearbaan จะมาแนะนำเทคนิคการเลือกฟิล์มกันรอยมือถือแต่ละประเภทกันค่ะ ว่าแบบไหนเหมาะกับคุณ เพื่อยืดอายุการใช้งานของโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนให้ใช้งานได้ยืนยาว โดยไม่ต้องเปลี่ยนกันบ่อย ๆ
1.ฟิล์มกันรอยแบบใส
ถ้าหากอยากได้หน้าจอที่คงสีสันและความคมชัดเอาไว้ แนะนำให้เลือกติดฟิล์มกันรอยแบบใส ซึ่งจะมีราคาถูก สามารถเปลี่ยนได้บ่อย และติดเองได้ง่าย ทำมาจากพลาสติกแบบเดียวกับขวดน้ำ ( Pet) มีความบาง เหมือนไม่ได้ติดฟิล์ม ข้อเสียคือ อาจจะต้องทำความสะอาดหน้าจอบ่อย ๆ เพราะจะมีรอยเปื้อนได้ง่าย และหากใครชอบทำมือถือตกหล่นแบบนี้จะยังไม่ตอบโจทย์
2.ฟิล์มกันรอยแบบด้าน
สำหรับคนที่ชอบให้หน้าจอมือถือสะอาดอยู่ตลอดเวลา แบบไร้รอยนิ้วมือหรือรอยขีดข่วน หรือใช้มือถือแบบมีปากกา แนะนำให้ติดฟิล์มกันรอยแบบด้าน จะเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายและเกิดรอยนิ้วมือยากกว่า ทั้งยังให้สัมผัสแบบกระดาษ และทัชลื่นไม่ต่างจากฟิล์มกันรอยแบบใส ซึ่งฟิล์มกันรอยแบบด้านทำมาจากพลาสติก ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังสัมผัสอยู่บนกระดาษ และช่วยลดแสงสะท้อนบนหน้าจอมือถือได้ ทำให้มองเห็นภาพชัดขึ้น แต่มีข้อเสียคือ สีของภาพอาจจะผิดเพี้ยนจากเดิมไปนิดหน่อย
3.ฟิล์มกันรอยไฮโดรเจล
ฟิล์มกันรอยไฮโดรเจล (Hydrogel Film) หรือเรียกฟิล์มน้ำ จุดเด่นคือบางเฉียบจนเหมือนกับไม่ได้ติด ติดเรียบเนียนสนิทไปกับหน้าจอ หน้าจอมีความคมชัด และสัมผัสสีสันของหน้าจอได้อย่างเต็มที่ มีความแข็งแรงทนทาน ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี ทั้งยังช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ เนื้อฟิล์มมีความยืดหยุ่นสูง
4.ฟิล์มกระจก
ฟิล์มกระจกมีความหนามากกว่าฟิล์มกันรอยแบบพลาสติก หากใครที่ชอบทำมือถือตกบ่อย หน้าจอแตกอยู่เป็นประจำ แนะนำให้ติดฟิล์มแบบนี้ จะช่วยลดแรงกระแทกและป้องกันหน้าจอแตกได้ดีที่สุด ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะติดแบบไม่เต็มจอหรือเต็มจอ
สำหรับการเลือกฟิล์มกระจก อีกหนึ่งอย่างที่ต้องมองหา คือ สัญลักษณ์ H ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกความแข็งแกร่งของฟิล์ม มีตั้งแต่ระดับ 1H ไปจนถึง 10H ยิ่งมีค่ามาก ก็จะยิ่งแข็งแรงทนทาน ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนและลดแรงกระแทกได้ดีกว่า ซึ่งความแข็งของฟิล์มกระจกที่นิยมในปัจจุบันจะอยู่ที่ระดับ 9H และ 9H+
5.ฟิล์มกระจกยูวี
ฟิล์มกระจกยูวี เป็นฟิล์มกระจกสำหรับมือถือจอโค้งโดยเฉพาะ แต่อาจจะมีราคาสูงเป็นพิเศษ เพราะต้องใช้เทคนิคในการติด โดยแผ่นฟิล์มไม่มีกาวในตัว ต้องใช้น้ำยาเฉพาะและฉายด้วยแสงยูวี และแผ่นฟิล์มจะเคลือบติดแน่นกับหน้าจอทุกด้าน ฟิล์มประเภทนี้ป้องกันแรงกระแทกได้ดี อีกทั้งป้องกันรอยขีดข่วนได้มากเลยทีเดียว
6.ฟิล์มกันรอยถนอมสายตา
สำหรับคนที่ใช้มือถือมากเป็นพิเศษ อาจจะด้วยการทำงาน เล่นเกม หรือเล่นเพื่อความบันเทิง แนะนำให้ติดฟิล์มกันรอยถนอมสายตา ช่วยปกป้องหน้าจอไปพร้อมๆ กับปกป้องสายตาของผู้ใช้งาน โดยสามารถกรองแสงสีฟ้าจากหน้าจอมือถือได้ (Blue Light Cut) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบรนด์ที่เลือกใช้ ว่าสามารถป้องกันแสงได้มากน้อยเท่าไร แต่อย่างน้อยช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมได้
7.ฟิล์มกันรอยแบบป้องกันความเป็นส่วนตัว
สำหรับฟิล์มชนิดนี้ เหมาะกับคนที่หวงความเป็นส่วนตัวมากเป็นพิเศษ เพราะสามารถมองเห็นหน้าจอได้แค่มุมด้านหน้าเท่านั้น หากมองจากมุมข้าง หรือมุมอื่น ๆ จะมองเห็นเป็นแค่จอมืด ๆ นั่นเอง เพื่อป้องกันผู้อื่นแอบดูหน้าจอ ก็จะไม่มีใครถือวิสาสะมาแอบมองหน้าจอมือถือของคุณได้อีกต่อไป
จะเห็นแล้วว่าฟิล์มกันรอยมือถือทั้ง 7 ประเภท มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ติดฟิล์มกันรอยครั้งต่อไป ก็อย่าลืมคำนึงถึงคุณสมบัติ รวมไปถึงตอบโจทย์การใช้งาน ป้องกันไว้ก่อน ดีกว่าต้องไปเสียเงินซ่อมหน้าจอแพง ๆ ทีหลังนะคะ
ที่มา : https://www.officemate.co.th/blog/types-of-screen-protectors/
เรื่องโดย : Chidapa Chaisawad